ประวัติ Eminem
ถ้าพูดถึงศิลปินแนวฮิบฮ็อบที่ผมชื่นชอบ และเป็นศิลปินฮิบฮ็อบสากลคนแรกที่ผมรู้จัก จะเป็นใครไปไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เขาคนนี้ นั่นก็คือ Eminem ศิลปินแร็พผิวขาว ผู้มากความสามารถ รวมทั้งฝีปากที่จัดจ้านเข้าขั้น
ซึ่งวันนี้ผมจะมาบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเขา และผลงานเพลงที่ผ่านมาในอดีต
Eminem
ชื่อจริง :. มาร์แชล บรูซ แมเธอร์ส เดอะ เธิร์ด วันเกิด :. 17 ตุลาคม 1972 สถานที่เกิด :. เซนต์โจเซฟ รัฐมิสซูรี่ (ใกล้แคนซัสซิตี้) งานที่เคยทำ :. ทำงานที่กิลเบิร์ตส ล็อดจ์ (ภัตตาคารของครอบครัว) ในเซนต์แคลร์ ชอร์สช่วงปี 1996-1998 ครอบครัว :. แม่ของ เอ็ม ที่ไม่ค่อยจะกินเส้นกันชื่อ เด็บบี้ อาร์ แมเธอร์ส บริกส์ ส่วนอดีตภรรยาเขาชื่อ คิมเบอร์ลี่ ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งที่ เอ็ม รักมาก ๆ ชื่อ เฮลี่ เจด เธอเกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1995 วงที่เคยอยู่ :. Soul Intent, Basement Productions, the New Jacks กับ D12 ศิลปินโปรด :. ส่วนมากเป็นศิลปินแนวฮิพฮ็อปอย่าง2 PAC, เรดแมน, Beastie Boys ฯลฯ แต่ก็ชอบ No Doubt และอลานิส มอร์ริสเซ็ตด้วย รอยสัก - ตัว D บนแขนขวา ตัวย่อของคำว่า Dirty จากคำว่า Dirty Dozen หรือ D-12 โดยแขนอีกข้าง จะมีรอยสักเป็นเลข 12 อยู่ - คำว่า Hailie Jade ซึ่งเป็นชื่อลูกสาว บนแขนขวา - คำว่า Ronnie บนแขนซ้าย เป็นที่ระลึกถึงลุงรอนนี่ พิลคิงตัน ซึ่งเสียชีวิตในปี 1991 เพราะฆ่าตัวตาย เอ็มมิเน็มบอกว่า เขาสนิทกับลุง มากกว่าใครในครอบครัว - คำว่า Eminem ซึ่งเป็นชื่อที่เขาใช้ ในการเป็นศิลปิน อยู่บนแขนขวา - รอยสักรูปสร้อยข้อมือสไตล์ก็อธธิก บนข้อมือซ้าย - คำว่า Slim Shady ซึ่งเป็นด้านมืดของเอ็มมิเน็ม - คำว่า Rot In Pieces บนท้อง
ผลงานอัลบั้ม - 1995 Infinite ผลงานอินดี้ - 1997 Slim Shady EP ผลงานอินดี้ - 1999 Slim Shady LP ยูนิเวอร์แซล - 2000 Marshall Mathers LP ยูนิเวอร์แซล - 2002 The Eminem Show ยูนิเวอร์แซล
ศิลปินแร็พทั่วไป คงไม่ได้มีเรื่องราวลงนิตยสารดังในวงการเพลงอย่าง Rap Pages, VIBE, Spin, The Source, URB หรือ Stress และคงไม่ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ ตั้งแต่ก่อนจะออกอัลบั้มแรกกับค่ายเพลงใหญ่ แต่ เอ็มมิเน็ม ไม่ได้เป็นแค่ศิลปินแร็พทั่วไป เพราะเขาคือศิลปินแร็พผิวขาว ที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเพลงแร็พ
เอ็มมิเน็ม เกิดที่แคนซัส ซิตี้ แต่คุณแม่ของเขาก็พาย้ายที่อยู่ไปเรื่อยทุก 2-3 เดือน ก่อนจะมาลงเอยที่ฝั่งตะวันออกของดีทรอยต์ตอนอายุ 12 ขวบ แน่นอนว่าตอนเด็ก ๆ เอ็ม ต้องย้ายโรงเรียนบ่อย ๆ ปัญหาที่ตามมาคือเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ค่อยได้ และผลการเรียนก็ไม่ค่อยจะดี ทำให้วัยเด็กของเขาไม่ได้สนุกสนานอย่างที่ควรจะเป็น แต่ เอ็ม ยังมีเพลงแร็พเป็นที่พึ่งทางใจ เมื่อเขาทะเลาะกับเพื่อนในโรงอาหาร แทนที่เขาจะรู้สึกเจ็บปวด ต่อมาถึง เอ็ม จะต้องลาออกจากโรงเรียนกลางคันตอน ม.3 และหันไปทำงานค่าแรงต่ำหลายอย่าง แต่เขาไม่เคยเลิกหลงใหลเพลงแร็พเลย
เอ็ม เริ่มลองแร็พเองตอนอายุ 14 ปีกับวงดูโอ Soul Intent แต่พอถึงปี 1996 เอ็ม ก็ออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นชุดแรกชื่อว่า Infinite ในชุดนี้เขาพยายามทำเพลง เพื่อให้วงการเพลงฮิพฮ็อพในดีทรอยต์ยอมรับ แต่กลับถูกโจมตีว่าทำออกมาคล้ายกับเพลงของ Nas และ AZ ทำให้ เอ็ม ผิดหวังและเป็นแรงผลักดันด้วยในเวลาเดียวกัน เขาจึงเริ่มทำงานชิ้นใหม่เป็น EP ภายใต้นามแฝง Slim Shady เป็นงานที่ไม่ได้ทำขึ้นมาเอาใจใครแต่ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น เนื้อหาเสียดสีคนในวงการและประณามเรื่องที่เห็นได้ทั่ว ๆ ไป เป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนเพลงฮิพฮ็อพอันเดอร์กราวด์ ที่ไม่ค่อยชอบอะไรง่าย ๆ ได้ในที่สุด
เล่ากันว่า ด็อกเตอร์ เดร ศิลปินแร็พชื่อดังอดีตวง N.W.A.พบเดโมเทปตัวอย่างของ เอ็มมิเน็ม บนพื้นโรงรถของ จิมมี่ ไอโอไวน์ ผู้บริหารค่ายเพลงอินเตอร์สโคป แต่ด็อกเตอร์ เดร ก็ยังไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ จนกระทั่ง เอ็ม คว้าอันดับ 2 ของการแข่งขัน Rap Olympics MC ประเภทฟรีสไตล์ทางสถานีวิทยุในลอสแอนเจลิส ตอนนั้น ด็อกเตอร์ เดร ประทับใจเขามาก ถึงขนาดให้คนตามหาตัวเขา หลังจากนั้นไม่นาน ด็อกเตอร์ เดร ก็ได้ตัว เอ็มมิเน็ม มาเซ็นสัญญากับค่ายอาฟเตอร์แม็ธของเขา ที่อยู่ในเครืออินเตอร์สโคป และร่วมงานกันเป็นพาร์ทเนอร์ที่ลงตัวที่สุด เท่าที่เคยมีมาในวงการฮิพฮ็อป ผลงานชิ้นแรกของทั้งคู่คือการที่เอาเพลงใน EP ที่ทำในนาม Slim Shady มาทำใหม่และรวมไว้ในงานอัลบั้มชุด Slim Shady ที่ออกขายช่วงต้นปี 1999 ด็อกเตอร์ เดร ลงมาช่วยงานเพลง My Name Is ,Guilty Conscience และ Role Model ในอัลบั้มนี้ด้วยตัวเอง เอ็มมิเน็ม ก็ตอบแทน ด็อกเตอร์ เดร ด้วยการไปช่วยเขาทำงานในอัลบั้ม Dr. Dre 2001 ของ ด็อกเตอร์ เดร เอง
อัลบั้ม Slim Shady ของเอ็มมิเน็ม กระหึ่มวงการเพลงฮิพฮ็อปทันที เพราะเนื้อร้องที่สะดุดหูกับโปรดักชันชั้นยอด แม้เนื้อหาของเพลงในอัลบั้มนี้ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งภาพการ์ตูนและกราฟฟิกบนปกที่ส่อความรุนแรง แต่ก็มีกลุ่มที่ชื่นชมอัลบั้มนี้จนไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 2 ในอเมริกา เพราะชอบอารมณ์ขันแบบแสบ ๆ คัน ๆ ปนซาดิสต์ในเนื้อเพลง เอ็ม อ้างว่าเนื้อเพลงไม่ใช่ความคิดของเขา แต่เป็นความคิดของ Slim Shady อัลเทอร์อีโก้ของเขา ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าแม่ของลูกตัวเองในเพลง '97 Bonnie & Clyde หรือการกล่าวหาว่าแม่ตัวเองติดยางอมแงมในเพลง My Name Is แต่เขาให้สัมภาษณ์ว่าเขามีวัยเด็กที่ผิดปกติ แม่ทำให้เขาเป็นเด็กมีปัญหา เรื่องลุกลามใหญ่โตเมื่อแม่เขาลุกขึ้นมายื่นเรื่องฟ้องศาลว่า เอ็ม ทำลายชื่อเสียง ฯลฯ แถมยังพ่วงเอาปัญหาส่วนตัวของเขากับ คิม ภรรยาของเขาในตอนนั้น
แต่เรื่องราวฉาวโฉ่ก็ไม่ได้ส่งผลลบกับยอดขาย The Marshall Mathers กลับทำยอดขายได้สูงถึงเกือบ 2 ล้านชุดในสัปดาห์แรก นับเป็นสถิติใหม่ของอัลบั้มเพลงแร็พ และขึ้นถึงอันดับที่ 1 ในอเมริกาได้ทันทีในเดือนพฤษภาคมปี 2000 นอกจากจะมีปัญหากับแม่ตัวเองแล้ว เอ็ม ยังตกเป็นเป้าวิจารณ์ของบรรดาเกย์ เพราะเนื้อเพลงในอัลบั้มที่ 2 พูดถึงการแอนตี้ เกย์อย่างชัดเจน แต่ข่าวพวกนี้กลับช่วยทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม นอกจากนี้อัลบั้ม The Marshall Mathers ยังทำให้เขาคว้ารางวัลแกรมมี่กลับบ้านถึง 3 รางวัลด้วยกันในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2001 รวมทั้งเพลง Stan จากอัลบั้มนี้ยังทำให้ ไดโด้ ศิลปินสาวแจ้งเกิดในวงการเพลงได้ด้วย เพราะเขาแซมเปิ้ลเพลง Thank You ของเธอมาไว้ในเพลง Stan ซึ่งก็เป็นเพลงฉาวอีกเพลงที่พูดถึงแฟนเพลงหมายเลข 1 ของเขา ที่ฆ่าตัวตายพร้อมภรรยาท้องแก่ หลังจากนั้น เอ็ม ก็กลับไปรวมตัวกับพรรคพวกเก่าจากดีทรอยต์วง D12 ที่นอกจากเขาแล้วก็ยังมีเพื่อน ๆ ผิวดำ 6 คน สวิฟตี้, พรูฟ, คูนิวา, คอน อาร์ทิสต์ กับ บิซาร์ อัลบั้มแรกของ D12 ชื่อ Devil's Night มี Purple Pills เป็นซิงเกิ้ลแรก แต่ถูก"แบน" เพราะส่อถึงเรื่องยาเสพติด เลยเปลี่ยนเป็น Purple Hills แทน
The Eminem Show อัลบั้มชุดที่ 3 ของ เอ็มมิเน็ม ตกเป็นข่าวตั้งแต่ยังไม่ออกขาย เริ่มตั้งแต่มิวสิค วิดีโอของซิงเกิ้ลแรก Without Me ที่ เอ็ม แต่งตัวเป็น โอซามะ บิน ลาเดน หัวหน้ากลุ่มผู้ก่อการร้าย อัล คาอีด้า รวมทั้งทุกเพลงในอัลบั้มเกิดเล็ดลอดไปอยู่บนอินเตอร์เน็ต ทั้งที่มีการออกมาตรการป้องกันเรื่องนี้อย่างรัดกุม มีเพียงไม่กี่คนที่เคยได้ฟังเพลงอัลบั้มนี้ล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีแผ่นผีปั๊มขายกันเกลื่อน ที่นิวยอร์คในราคาแค่ 5 ดอลลาร์ ทำให้ต้นสังกัดเลื่อนกำหนดการขาย The Eminem Show ขึ้นมา จากวันที่ 3 มิถุนายนมาเป็น 26 พฤษภาคม 2002 แต่ถึงจะมีเทปผี CD เถื่อนขายไปก่อนแล้ว อัลบั้มชุดนี้ก็ยังกวาดรายได้ถล่มทลาย ขึ้นอันดับ 1 ทั้งอังกฤษและอเมริกาทันทีที่ออกขาย ในอเมริกา The Eminem Show ค้างอยู่อันดับ 1 ถึง 3 สัปดาห์
คราวนี้ เอ็ม มาแปลกนอกจากจะมาพร้อมความเกรี้ยวโกรธ, ความรุนแรง ฯลฯ ก็ยังมีพูดถึงเรื่องความรักที่เขามีกับ เฮลี่ ลูกสาวสุดที่รัก ซึ่งมาช่วยส่งเสียงไว้ด้วยในเพลง My Dad's Gone Crazy มีการดึงเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องพูดถึงรัฐบาลของ จอร์จ บุช จูเนียร์ และมีการนำเอาอิทธิพลวงร็อคจากยุค 70 อย่างของ Aerosmith มารวมไว้ในงานของตัวเองด้วย
ทราบหรือไม่- ชื่อ เอ็มมิเน็ม มาจากช็อคโกแล็ตยี่ห้อ M&M ที่พออ่านเร็ว ๆ แล้วจะกลายเป็น Eminem- ชื่อวง D12 มาจากการที่สมาชิกทั้ง 6 คนต่างก็มีบุคลิกคนละ 2 แบบ (double identity) รวมทั้งยังเป็นชื่อหนังสงครามจากปี 1967 ด้วย วงนี้กันมาตั้งแต่กลางยุค 90 แล้ว (แต่ในตอนนั้นมี บั๊กซ์ ด้วย พอเขาเสียชีวิต สวิฟตี้ ก็มาแทน) D12 เพิ่งจะมาได้ออกผลงานก็ตอนที่ เอ็ม เป็นซูเปอร์สตาร์แล้วนั่นแหละ ส่วนชื่ออัลบั้ม Devil's Night หมายถึง ดีทรอยต์ เพราะ Devil's Night ตรงกับวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งคนที่ดีทรอยต์จะออกมาฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาบอกว่าเหมือนกับที่นิวยอร์คมีนิคเนมว่า Big Apple นั่นแหละ (แต่นิคเนมอย่างเป็นทางการของดีทรอยต์คือ Motor City)
Eminem
ข้อมูล
http://www.baadara.com/Eminemprofile.htm
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
ประวัติ วง Limpbizkit

Limp bizkit.............ค่ายฟลิพเร็คคอร์ดส ซึ่งเป็นค่ายอินดี้ต้นสังกัดของ LIMP BIZKIT จ่ายเงินจ้างให้สถานีวิทยุแห่งหนี่ง เล่นซิงเกิ้ลเพลงแรกของ LIMP BIZKIT ชื่อ Counterfeit หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์สลงข่าวเรื่องนี้ แม้จะเป็นข่าวไม่ดี แต่ข่าวก็คือข่าว LIMP BIZKIT จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก ต่อมา LIMP BIZKIT ออกซิงเกิ้ลใหม่ เป็นการนำเพลง Faith ของจอร์จ ไมเคิลที่โด่งดังในยุคทศวรรษ 80 มาทำใหม่ LIMP BIZKIT เป็นวงแร็พคอร์ ที่นำแนวดนตรีเมทัล พั้งค์ ฮิพฮ็อพ มาผสมผสานกัน พวกเขา มาจากเมืองแจ็คสันวิลล์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวง Molly Hatchet, Lynyrd Skynyrd และ 38 Special คุณสมบัติของ LIMP BIZKIT ตรงตามแบบฉบับวงร็อค กล่าวคือ ทำเพลงที่ทำให้แฟนเพลงตกใจด้วยความเต็มใจ และยินดีอย่างยิ่ง ทั้งยังมีการแสดงคอนเสิร์ตแบบแหวกแนวด้วย เฟร็ด เดิร์สท ช่างสักผู้กลายมาเป็นนักร้องนำของ LIMP BIZKIT ตั้งวงขึ้นร่วมกับแซม ริเวอร์ส เพื่อนเก่าซึ่งรับตำแหน่งมือเบสของวง ต่อมา แซมพาจอห์น อ็อตโต้ ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นมือกลองวงแจ๊ซมาเข้าวงด้วย หลังจากนั้น ทางวงก็ได้ตัวเวส บอร์แลนด์ มือกีต้าร์ แล้วทั้งสี่ก็กลายเป็นสมาชิก LIMP BIZKIT ยุคบุกเบิก ทั้งสี่เห็นพ้องกันว่า ควรจะตั้งชื่อวงว่า LIMP BIZKIT แต่แม้จะมีวงเรียบร้อยแล้ว ทางวงยังมีอุปสรรคอีกประการหนึ่งคือ การทำให้คนรู้จักวงดนตรีของพวกเขา เฟร็ด เดิร์สทแก้ปัญหานี้โดยใช้อาชีพรับสักร่างกายของเขาเป็นเครื่องมือ ว่ากันว่าหลังจาก LIMP BIZKIT ตั้งวงได้ไม่นาน วง Korn ได้ไปแสดงคอนเสิร์ตที่แจ็คสันวิลล์ หลังแสดงเสร็จ ฟีลดี้ มือเบส กับเฮ้ด มือกีต้าร์วง Korn ได้ไปที่บ้านของเฟร็ดเพื่อให้เขาสักให้ โชคเข้าข้างเฟร็ด เพราะฟีลดี้กับเฮ้ดกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขา เมื่อวง Korn มาแจ็ค
สันวิลล์อีกครั้ง เฟร็ดจึงเอาเทปตัวอย่างของ LIMP BIZKIT ให้ฟีลดี้กับเฮ้ดไปและทาง Korn ก็สัญญาเป็นมั่นเหมาะว่าจะส่งเทปต่อไปให้รอส โรบินสัน โปรดิวเซอร์ของวง รอส โรบินสันชอบผลงานของ LIMP BIZKIT มาก นับแต่นั้นมา LIMP BIZKIT ก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการเพลง และได้แสดงคอนเสิร์ตกับ House of Pain และ The Deftones ในปี 1995 LIMP BIZKIT ได้ตัวสมาชิกคนที่ 5 ซึ่งเป็นคนสุดท้ายคือดีเจเลธัล นักประดิษฐ์เสียงจากเทิร์นเทเบิ้ลจากวง House of Pain เมื่อได้ดีเจเลธัลมา LIMP BIZKIT ก็มีแนวเพลงใหม่เข้ามาผสมผสานด้วยคือ แนวฮิพฮ็อพแบบแปลก ๆ เพราะการสแครชแผ่นของดีเจเลธัล ไม่ใช่การสแครชแผ่นพื้น ๆ แบบดีเจทั่วไป LIMP BIZKIT ได้ข้อเสนอจากค่ายเพลงทั่วอเมริกา แต่ทางวงตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่ายอินดี้ชื่อว่า ฟลิพเรคคอร์ดส แล้วออกอัลบั้มแรกชื่อว่า Three Dollar Bill Y'all$ ในปี 1997 หลังออกอัลบั้ม LIMP BIZKIT ออกทัวร์โปรโมตอัลบั้มอย่างหนัก การแสดงคอนเสิร์ตของ LIMP BIZKIT มีอะไรพิสดารเสมอ ครั้งหนึ่ง เฟร็ด เดิร์สท นักร้องนำออกจากห้องน้ำขนาดใหญ่บนเวที ท่ามกลางฉากที่ได้รับอิทธิพลจากหนังไซไฟ แถมยังมีนักเต้นเบรคแด๊นซ์อยู่โดยรอบด้วย การแสดงคอนเสิร์ตแบบนี้ทำให้ LIMP BIZKIT ได้แฟนเพลงกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น แต่ก็นำความอื้อฉาวมาด้วย โดยเฉพาะเมื่อ LIMP BIZKIT นำเพลง Faith ของจอร์จ ไมเคิลมาทำใหม่ ในช่วงที่จอร์จตกเป็นข่าวถูกจับกุมในห้องน้ำ เพราะทำอนาจารพอดี Significant Other อัลบั้มชุดที่ 2 ของ LIMP BIZKIT ออกขายในวันที่ 22 มิถุนายน 1999 และทำยอดขายได้ถึง 5 แสนชุดในสัปดาห์แรก งานชุดนี้มีศิลปินดังมาร่วมงานมากมาย เช่น ดีเจพรีเมียร์จากวง Gangstarr จอน เดวิสจาก Korn สก็อต ไวแลนด์จาก Stone Temple Pilots และเม็ทธอดแมนจาก Wu Tang Clan ด้วย (แม้แต่แม่ของเฟร็ด เดิร์สทยังมีภาพอยู่บนปกอัลบั้มด้วย) อัลบั้มใหม่ของ LIMP BIZKITจะออกมาในเดือนสิงหาคมนี้ ใช้ชื่อ Chocolate Starfish and the Hotdog Flavored Water โดยมีเพลง Take A Look Around ที่เป็นเพลงธีมของหนังเรื่อง Mission Impossible II หรือ M:I-2 รวมอยู่ด้วย ชื่อวง LIMP BIZKIT เป็นชื่อที่เขียนให้เพี้ยนไปจากตัวสะกดจริง เช่นเดียวกับการสะกดชื่อวง Led Zeppelin ที่มาของชื่อวงมาจาก คำพูดของเพื่อนคนหนึ่งของเฟร็ด ที่พูดถึงเฟร็ดว่า "His brain was like a limp biscuit" (เฟร็ดเป็นคนสมองทึบ) แต่แทนที่เฟร็ดจะโกรธ เขากลับชอบ และเอาคำนี้มาใช้เป็นชื่อวง LIMP BIZKIT จ่ายใต้โต๊ะให้สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง เปิดซิงเกิ้ล Counterfeit ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกของวง ในรายการพิเศษของเอ็มทีวี เฟร็ดกล่าวว่าสมัยที่ LIMP BIZKIT ยังไม่มีใครรู้จัก (ในปี 1998) ทางวงได้จ่ายเงินให้สถานีวิทยุ KUFO ในโคโลราโด้ให้เล่นซิงเกิ้ลเพลง Couterfeit ประมาณ 5000 เหรียญ ต่อการเล่น 5 ครั้งใน 5 สัปดาห์ เฟร็ดบอกว่า การทำอย่างนี้ได้ผลดีมาก
บทความโดย hardcorAnonymous
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)